02-2150826-7, 094-6595959 info@charlassociate.com

บทสรุปภาษี E-Service
ภาษีผู้ให้บริการแพลตฟอร์มจากต่างประเทศ

มติเห็นชอบ ! ไทยประกาศใช้กฏหมาย E-Service หรือ ภาษี E-Service (อี-เซอร์วิส) เรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มผู้ให้บริการแพลตฟอร์มจากต่างประเทศ หลังดำเนินการมากว่า 2 ปี เริ่มบังคับใช้ 1 ก.ย. 2564 นี้ ซึ่งเป็นวันที่พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 53)

ภาษี E-Service คืออะไร? และมีสำคัญอย่างไร?

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมามีผู้ใช้งานแพลตฟอร์มออนไลน์ในประเทศไทยเพิ่มขึ้นถึง 12 เท่า (จากปี 2562-2563) ทำให้เจ้าของบริการแพลตฟอร์มจากต่างประเทศได้รับรายได้อย่างมหาศาลจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ที่ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็สามารถให้บริการข้ามชาติได้โดยง่าย แต่ในมุมมองของทางกฏหมายกลับไม่มีการเสียภาษีให้ประเทศไทยแต่อย่างใด และผู้ประกอบการภายในประเทศก็ยังคงต้องเสียภาษีต่อไปอยู่เสมอ ซ้ำยังต้องแข่งขันกับแพลตฟอร์มต่างประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้จึงต้องมี พรบ. อีเซอร์วิส เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม โดยมีการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT ) ในอัตรา 7 % จากผู้ให้บริการแพลตฟอร์มออนไลน์จากต่างประเทศที่มีรายได้ในประเทศไทย

จากการประเมินของสมาคมโฆษณาดิจิทัล (ประเทศไทย) ชี้ให้เห็นว่าประเทศไทยขาดดุลรายได้ดิจิทัลไปกว่า 10,000 ล้านบาท ในระยะเวลาที่ผ่านมา ซึ่งสะท้อนความไม่เป็นธรรมอย่างยิ่งในอุตสหกรรมดิจิทัล

ภาษี E-Service มีผลบังคับใช้อย่างไร ?

ผู้ประกอบธุรกิจให้บริการแพลตฟอร์มออนไลน์จากต่างประเทศที่มีรายได้ในประเทศไทยและไม่ได้จดทะเบียนบริษัทในประเทศไทยต้องปฏิบัติตามกฏหมาย (พรบ. อี-เซอร์วิส) ดังนี้

1. ธุรกิจที่เข้าข่ายตามกฏหมายนี้จะต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเมื่อมีรายได้มากกว่า 1.8 ล้านบาทต่อปี และจะต้องยื่นทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มให้แก่กรมสรรพากรผ่านระบบออนไลน์ โดยเป็นการจัดเก็บรายเดือน ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป

2. ธุรกิจที่เข้าข่ายตามกฏหมายจะต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 7 จากยอดขาย ภายใต้ระบบ Pay-Only กล่าวคือไม่สามารถนำภาษีมูลค่าเพิ่มมาหักกับภาษีซื้อได้

ปัจจุบันธุรกิจต่างประเทศผู้ให้บริการแพลตฟอร์มออนไลน์บางราย เริ่มเข้ามายื่นจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มในประเทศไทยแล้ว

5 กลุ่มธุรกิจที่เข้าข่ายเสียภาษี E-Service

กรมสรรพกรได้แบ่งหมวดหมู่ของธุรกิจที่เข้าข่ายต้องเสียภาษอีเซอร์วิส ออกเป็น 5 กลุ่ม ดังนี้

1. ธุรกิจอีคอมเมิร์ซ (E-Commerce) ที่เป็น Marketplace เปิดให้บริการซื้อ-ขายสินค้าผ่านออนไลน์ เช่น Amazon , Ebay , Alibaba
2. ธุรกิจที่มีรายได้จากค่าโฆษณา (Advertising) เช่น Facebook , Youtube , Google ซึ่งเป็นสื่อกระแสหลักสำหรับคนไทย และเปิดให้บริการการโฆษณา โดยจะรับชำระค่าบริการผ่านบัตรเครดิตไปยังประเทศปลายทาง
3. ธุรกิจตัวกลางที่เป็นเอเย่นต์จำหน่ายสินค้าและบริการ ส่วนใหญ่เป็นแพลตฟอร์มท่องเที่ยว (Travel Agency) เช่น Booking.com , Agoda
4. ธุรกิจตัวกลาง หรือ P2P กลุ่มบริการฟู้สเดริเวอรี่ และบริการแท็กซี่ เช่น Grab , Airbnb (ที่พัก) ซึ่งธุรกิจเหล่านี้ มีการเก็บค่าวางจำหน่ายสินค้าบนแพลตฟอร์ม และไม่มีสินทรัพย์เป็นของตัวเอง
5. ธุรกิจที่มีรายได้จากระบบสมาชิก (Subscribtion) อันได้แก่บริการดูหนัง เช่น Netflix , VIU หรือจะเป็นบริการฟังเพลงออนไลน์และคอนเสิร์ตออนไลน์ เช่น Spotify , Apple Play

ทั้งนี้ธุรกิจที่ได้กล่าวมาข้างต้นนี้เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของแพลตฟอร์มทั้งหมดเท่านั้น ในขณะที่ยังมีผู้ให้บริการจากต่างประเทศอีกมากมายที่มีรายได้ในประเทศไทย และไม่ได้จดทะเบียนบริษัทในประเทศไทย

จากการประเมินของกรมสรรพากรคาดว่า ภาษีอี–เซอร์วิส จะสร้างรายได้ได้กว่า 5,000 ล้านบาท ในปีแรก ซึ่งตัวเลขนี้เป็นการประเมินก่อนการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด 19 โดยในอนาคตสรรพากรมั่นใจว่าจะสามารถเก็บภาษีอี-เซอร์วิสได้มากกว่าตัวเลขที่ประมานการณ์อย่างแน่นอน เนื้องจากสถานการณ์โควิด 19 เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ผู้คนใช้แพลตฟอร์มที่เข้าข่ายนี้มากขึ้น

แหล่งข้อมูลอ้างอิงจาก : ไทยรัฐออนไลน์

หลังมีการบังคับใช้กฏหมาย E-Service จะทำให้ค่าบริการแพลตฟอร์มเพิ่มขึ้นหรือไม่ ?

หากธุรกิจกลุ่มใดมีการขันแข่งที่สูงมาก ก็จะทำให้เจ้าของธุรกิจแพลตฟอร์มไม่ปรับขึ้นค่าบริการอย่างแน่อนจากการติดตามประเทศที่มีการใช้กฏหมายอีเซอร์วิสแล้ว เห็นว่าผู้ให้บริการไม่ได้ปรับขึ้นค่าบริการแต่อย่างใดซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการเติบโตของอุตหกรรมดิจิทัลทั่วโลก และคาดว่าประเทศไทยก็อาจเป็นเช่นเดียวกัน

ความเป็นไปได้สำหรับการขึ้นค่าบริการ และผลกระทบของผู้ให้บริการและผู้ใช้บริการ

ในแง่ของผู้ใช้บริการ ภาษี E-Service อาจเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ค่าบริการต่างๆ ถูกปรับเพิ่มขึ้น จากเจ้าของธุรกิจผู้ให้บริการ ซึ่งหมายความว่าคนไทยอาจต้องเสียค่าบริการแพลตฟอร์มเหล่านี้ที่สูงขึ้น โดยเฉพาะวงการโฆษณาออนไลน์บนสื่อกระแสหลัก เช่น การโปรโมทโพส Facebook , Google Ads ฯลฯ ที่ต้องใช้พื้นที่
ในโลกโซเชียลมีเดียอาจต้องเสียค่าบริการที่เพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก

ในแง่ของผู้ให้บริการ แน่นอนว่าต้นทุนการประกอบการจะสูงขึ้น เพราะเงินส่วนหนึ่งต้องแบ่งจ่ายเป็นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ตามอัตราของประเทศไทย ซึ่งประเด็นนี้ก็อาจทำให้ราคาหรือค่าบริการแพลตฟอร์มต่างๆ เพิ่มขึ้นตามไป ทั้งนี้อัตราภาษีในปัจจุบันมองว่าอยู่ในความเหมาะสม เพราะทางธุรกิจต่างๆ เหล่านี้ ก็ให้ความร่วมมือปฏิบัติตามกฏหมายเป็นอย่างดี แต่ในภายภาคหน้าหากมีการกำหนดอัตราภาษีอี-เซอร์วิสที่สูงขึ้นก็อาจทำให้ในบางธุรกิจเกิดการชลอการเข้ามาลงทุนดำเนินธุรกิจในไทยได้

สำนักงานบัญชี ชาญ Charl Associate

455/37-38 ถนน พระราม 6, แขวง ถนนเพชรบุรี เขตราชเทวี, กรุงเทพ 10400
โทร : 02-2150826-7, 094-6595959
แฟกซ์ : 02-6138312
อีเมล : info@charlassociate.com
ไลน์ : @charlassociate